Travel Uncategorized ต่างประเทศ ที่พัก

Laos Is Real ? แบกเป้ จากหลวงพระบาง สู่ วังเวียง และ เวียงจันทน์

Rating Chart

5 average based on 2 ratings

  • Excellent
    2
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

“ประเทศลาว” เป็นประเทศที่อยู่ใกล้ตัวผมที่สุด เพราะ อำเภอที่ผมอาศัยอยู่ ตั้งแต่เล็กจนโตนั้น มีอณาเขตติดกับประเทศลาว แต่ผมไม่เคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศนี้แบบ จริงๆ สักที เคยไปแต่ นอนค้าง 1 คืน หรือไปแบบ เช้า – เย็นกลับ แค่นั้นเอง

มาครั้งนี้ ได้รับโอกาส จากสายการบิน ไทยเเอร์เอเชีย ให้เดินทางไป รีวิวการท่องเที่ยวประเทศลาว จึงไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ครับ ดังนั้น ครั้งนี้ ผมจะรีวิว การเดินทาง แบกเป้ไปเท่ที่ลาว เป็นเวลา 6D5N ครับ โดยมีเส้นทางที่ มาตรฐาน ที่ผู้คนสนใจและ ง่ายในการเดินทางนั่นคือ  หลวงพระบาง – วังเวียง – เวียงจันทน์  ความสนุกสนานครั้งนี้ จะเป็นยังไงลองติดตามกันดูครับ

ทริปนี้ ผมชวน รุ่นน้องคนหนึ่งเดินทางไปด้วยกันครับ โดยวางแผนทริปไว้คร่าวๆก็คือ นั่งเครื่องบิน โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย ไปลงที่ หลวงพระบาง เที่ยวหลวงพระบาง 2 คืน จากนั้น นั่งรถ จากหลวงพระบาง ล่องลงไปยัง วังเวียง เที่ยววังเวียง 2 คืน จากนั้น ก็นั่งรถจากวังเวียง ไปยัง นครหลวงเวียงจันทน์ เที่ยวเวียงจันทน์ 1 คืน สุดท้าย นั่งเครื่องบิน ของสายการบิน ไทยแอร์เอเชีย จาก เวียงจันทน์กลับมายังประเทศไทยครับ ส่วนแผนการเที่ยวนั้น ไม่ไดทำแบบตายตัวไว้ครับ วางไว้หลวมๆ เพราะต้องดูสภาพอากาศด้วยครับ เผื่อว่าสามารถจะปรับเปลี่ยนได้  จึงเรียกง่ายๆว่า ทริปไร้แผนของคนขี้เกียจครับ

เริ่มทริปครับ ผมบินด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย จาก ดอนเมือง ไปยัง หลวงพระบาง เครื่องออก เวลา 14.30 น. ที่ดอนเมือง และ ไปถึง หลวงพระบาง ในเวลา 16.00 น. ครับ มีบินทุกวัน  คือถ้าการเที่ยว ประเทศในอาเซียนเรานี้ บินยังไง ก็ไม่เกิน สองชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องนั่ง Full service ก็ได้ครับ เพราะ สายการบินแอร์เอเชีย นั้นมีบิน ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเรา เกือบครบ นะครับ ขาดก็แต่ ฟิลิปปิน กับ บรูไน ซึ่งสองประเทศนี้ แอร์เอเชียมาเลเซีย มีบินครับ

เนื่องจาก บินต่างประเทศ เลยต้องเผื่อเวลา เช็คอิน ประมาณ 2 ชั่วโมง เกรงว่าจะหาเวลาทานข้าวไม่ทัน เลย จัดการสั่งอาหารล่วงหน้าไว้ครับ เป็น ข้าวหน้าปลาแซลมอนย่างเกลือ เสิร์ฟพร้อม ซุปมิโสะ และ ขนมวาน ครับ ต้องบอกเลยว่า ตั้งแต่การจากไปของไก่คาราบาว ก็มีเมนูนี้แหละที่ผมชอบมาก ครับ

เมื่อมาถึง ลงเครื่อง รอกระเป๋า เสร็จแล้วก็มาหา ซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ ซึ่งจะมีขาย ที่ เค้าเตอร์ด้านหน้าทางออกครับ มีหลายเจ้าให้เลือกใช้ ในราคาที่ไม่ต่างกันมากครับ แต่ ให้เลือกเจ้าที่สัญญาณดีๆครับ ซึ่งผมเลือกใช้ของ Unitel สัญญาณดี ใช้ได้เกือบตลอดทริป ยกเว้นช่วงที่เป็น ภูเขา จริงๆ ใช้ไม่ได้

ซื้อซิมเสร็จแล้ว ก็ไปแลกเงิน กีบ ไว้ด้วยครับ เผื่อเอาไว้จ่าย เวลาซื้อของเล็กๆน้อยๆ เพราะ ที่นี่ลาว เราสามารถใช้ได้ทั้ง เงินบาทไทย เงินดอลล่าห์ และเงินกีบของลาว แต่เวลา ทอนเงินจะทอนเป็นเงินกีบเท่านั้น เมื่อแลกเงินเสร็จแล้วก็ หาแท็กซี่เข้าเมืองครับ จะมีจุดบริการแท็กซี่ อยู่ ครับ จะเป็นรถตู้ ขนาด 9 ที่นั่งไปส่งในเมือง ราคาตกคนละประมาณ 200 บาท ซึ่ง เราพักที่ใหน ก็แจ้งเขาเลย จะมีราคาบอกอยู่ และ ได้นั่งแจมไปกับคนอื่น ในเส้นทางเดียวกันครับ

นั่งมาไม่นานประมาณ 30 นาที รถตู้ก็มาส่งผมยังหน้าที่พัก ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำคานเลยครับ

ที่พักของผม ที่หลวงพระบาง ทั้ง 2 คืนนั้น ผมเลือกพักที่ “สายน้ำคาน ริเวอร์วิว” ครับ โดยจองมาจากเว็ป Traveloka ดูคะแนนรีวิวแล้ว ค่อนข้างดีมากครับ ราคาประมาณ 700- 800 ครับ

หลังจากเช็คอินแล้ว เก็บของไว้ในห้อง ผมก็เพื่อนก็เดินออกไป ยังจุดหมายแรกของวันนี้ครับ นั่นคือ การขึ้นไปชม วิวเมืองหลวงพระบางและ ชมพระอาทิตย์ตก ที่พระธาตุพูสี ครับ ซึ่ง อยู่ใกล้นิดเดียว สามารถเดินไปได้เลยจากที่พักครับ โดยจะเดินผ่านไปยัง ตลาดมืด หรือ ถนนคนเดินหลวงพระบาง

มาถึงทางขึ้นก็ซื้อ ปี๊ หรือ ตั๋วเข้าชม ในการมาเที่ยว หลวงพระบาง ส่วนใหญ่ สถานที่เที่ยว จะเก็บเงินค่าเข้าหมดทุกที่ครับ  ที่พระธาตุพูสี นี่ก็เช่นกัน จ่ายเงินค่าขึ้น คนละ 20000 กีบ ครับ ประมาณ 80 บาท ตีราคา คร่าว 10000 กีบ เท่ากับ 40 บาท

เดินเหนื่อยเล็กน้อย ก็ขึ้นมายังจุดชมวิว เมืองหลวงพระบางครับ  ที่ หลวงพระบาง จะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านนั้นคือ แม่น้ำคาน ในทิศตะวันออก และ แม่น้ำโขงในทิศตะวันตก

แม่น้ำคาน ไหลผ่านเมืองหลวงพระบาง มีบ้านเรือนน้อยใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ

พระธาตุพูสี

ปีที่สร้าง  ประมาณพ.ศ.2337

รัชสมัย  พระเจ้าอนุรุท

เวลาเปิด-ปิด  ตลอดวัน

ค่าธรรมเนียมเข้าชม 20.000  กีบ

ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง บนยอดภูษีทำให้เห็นเมืองหลวงพระบางได้โดยรอบและเห็นสายน้ำโขง มีบันไดขึ้นยอดพูสี 328 ขั้น ตลอดทางขึ้นร่มรื่นไปด้วยต้นจำปา (ดอกไม้ประจำชาติลาว) หรือที่บ้านเราเรียกว่าต้นลั่นทม
พูสี มีความหมายว่า ภูเขาของพระฤาษี เดิมชื่อว่า ภูสรวง ครั้นเมื่อมีฤาษีไปอาศัยอยู่ชาวบ้านจึงเรียกว่าภูฤาษี หรือภูษีมาจนถึงปัจจุบัน แต่ยังมีนักโบราณคดีบางคนเชื่อว่าภูษี อาจหมายถึง พูสีึซึ่งเป็นศรีของเมืองหลวงพระบาง
• พระธาตุพูสีี สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณพุทธศักราช 2337 พระธาตุนี้ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของพูสีี บนความสูง 150 เมตรพระธาตุนี้มองเห็นได้แต่ไกลแทบจะทุกมุมเมืองของหลวงพระบาง ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริดเจ็ดชั้น สูงประมาณ 21 เมตร ช่วงที่พระธาตุนี้งดงามที่สุดคือช่วงตอนบ่ายแก่ๆแสงแดดจะกระทบองค์พระธาตุเป็นสีทองสุก รอบๆพระธาตุจะมีทางเดินให้ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบาง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมองเห็นสนามบิน ส่วนด้านทิศตะวันตกจะมองเห็นแม่น้ำโขง ช่วงที่คดเคี้ยวเข้าหากันในกลีบเขาและจากยอดภูสียังมองเห็นพระราชวังเดิมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง

อีกด้านนึง จะเป็นวิวแม่น้ำโขง ซึ่งจะสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกดิน สวยงาม

ใครอยากได้ ภาพสวยๆ ของแม่น้ำโขงและ พระอาทิตย์ตก แนะนำว่า ควรรีบขึ้นไปจับจองพื้นที่ครับ เพราะ ทั้ง ฝรั่ง จีน ไทย เกาหลี บนยอดพระธาตุพูสี นั้น เยอะมากครับ

เมื่อหมดแสงแล้ว ผู้คนก็จะทยอยเดินลงมากัน เพื่อจะมาเดินต่อยัง ตลาดมืด หรือถนนคนเดินหลวงพระบาง ซึ่งจะมีการนำสินค้า ต่างๆ มาวางขาย ตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงดึกๆ มีทั้งของกิน ของใช้ และ ของฝาก

ใหนๆก็มาแล้ว ก็ลองเดินสำรวจกันหน่อยครับ ว่า มีอะไร น่าสนใจบ้าง

ผ้าฝ้าย และผ้าไหม ทอมือ ลวดลายสวยงาม มีหลากหลาย

เหล้าดอง สารพัดสัตว์ รสชาติจัดจ้าน

  เดินไปเรื่อยๆ จนสุดตลาดมืด หรือ ถนนคนเดิน เหลือบเข้าไปดู ในซอยข้างๆ ทำไมคนเยอะ และส่วนใหญ่ เป็น นักท่องเที่ยว ต่างชาติ ทั้งนั้น เลยไปสอบถามได้ ความว่า เป็นซอย ที่ ขาย อาหารแบบบุฟเฟต์ ในราคา 15,000 กีบ

จะมีอาหารต่างๆ ให้เลือกมากมาย

โดยจะให้ ชามเรามา 1 ใบ แล้วก็ให้ตักได้ตามอำเภอใจ ตามที่ความสามารถของจาน 1 ใบในมือท่านจะใส่มาไหว

เมื่อตักเสร็จแล้ว จ่ายเงิน เดินไปนั่งกินที่โต๊ะ ที่จัดไว้ให้ ผมสังเกตุ ที่มากินส่วนใหญ่เป้น ฝรั่งแบ็คแพ็คเกอร์ ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะ ที่ลาวนั้น อาหารสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปก็ไม่ได้มีราคาถูกมากนัก อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยว หนึ่งชาม หรือ ข้าวราดอาหารตามสั่ง 1 อย่าง ราคาประมาณ 20,000กีบ หรือ 80 บาท แล้วครับ

ก่อนกลับ ที่ปากซอย มีขนมครกเจ้าอร่อย และคนขายน่ารัก เลยอุดหนุนไป 1 กระทง ในราคา 20 บาท จ่ายเงินไทย

จากการเสิร์จข้อมูล หลายๆความเห็นบอกว่า ขนมร้านนี้อร่อย เลยแวะซื้อมาไว้กินรอบดึกที่ โรงแรม ครับ

หมดภารกิจเดินเล่น และ กินเสร็จ ก็ กลับที่พัก เพราะ ต้องนอนเร็ว เพื่อที่จะตื่นขึ้นมา ตักบาร ในตอนเช้า ซึ่งจากการสอบถามนั้น พระ เริ่ม บิณฑบาตร เวลา 5.00 น.  ดังนั้นต้อง ไปรอก่อนตี5 ครับ

การใส่บาตร ที่นี่ จะมีพระมาบิฑบาตร เป็นร้อยๆ รูป ครับ ดังนั้นเราสามารถ ไปดักใส่บาตร ตรงใหนก็ได้ ตลอดถนนเส้นนี้ ซึ่งจะมี แม่ค้า พ่อค้า เอา ปัจจัย ในการใส่บาตร พร้อมข้าวเหนียว มาวางเรียงๆไว้ ใส่ตะกร้า ใครสนใจใส่เยอะมากน้อยแค่ใหน ก็ลองถามราคากับแม่ค้าแถวนั้นเอาได้ครับ

ซึ่งบริเวณนี้ คนที่มาใส่บาตร ส่วนใหญ่ เป็นนักท่องเที่ยว แทบทั้งนั้น

ถ้าหากเป็นคนลาว จริงๆ นั้น เขาจะเตรียมเข้าเหนียวใส่กระติ๊บใหญ่ มาเอง พร้อมแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองแบบท้องถิ่นนั้น เป็นระเบียบเรียบร้อย

  

หลังจากใส่บาตรเสร็จแล้ว เรา ก็เดินไปหาอะไรกิน มื้อเช้าครับ ซึ่งเดินไปเรื่อยๆ ก็เจอ ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ คือร้านประชานิยม เลยสั่งกาแฟและปาท่องโก๋มากิน พร้อมกับ สั่งเฝอ จากร้านข้างๆ มากิน ครับ

อิ่มแล้ว ก็เดินดู โปรแกรมทัวร์ แบบ 1 day trip ของที่นี่ ซึ่งก็มีหลากหลายรูปแบบและ หลากหลายจุดหมาย ก็ลองๆเลือกดูกันเอาเองครับ สำหรับผมและเพื่อน นั้นวันนี้เดินหาเช่ามอไซต์1 คัน เพื่อที่จะขับไปยังนอกเมืองไป 30 โล เพื่อไปยังน้ำตก ตาดกวางสี  ซึ่งการเช่ามอไซต์ ที่นี่ ติดราคาแบบ 24 ชั่วโมง ครับ เช่ากี่โมง ก็คืนเวลาเดิม ในวันถัดไป ค่าเช่า 50,000 กีบ ต่อวัน

เมื่อได้รถมอไซต์แล้ว ก็กลับห้องอาบน้ำอาบท่า ก่อนจะลงมาตอนสายๆ ขี่มอไซต์ไปยัง น้ำตกตาดกวางสี ระหว่างทาง ถนน ก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง โค้งไม่มาก เท่าไหร่ แต่หากขี่ มอไซต์ ไม่เป้น แนะนำให้ เหมารถสองแถวไปครับ  หาเพื่อนๆ หารกันไปครับ ราคา แล้วแต่ตกลงกัน

มาถึงก็ซื้อ ตั๋ว หรือ ปี๊ ที่ อุทยาน ค่าเข้าชมสถานที่ราคา 10,000 กีบครับ  ระหว่างทางเดินเข้าไนน้ำตกนี้ จะเจอศูนย์อนุรักษ์ และรับเลี้ยงหมี

น้ำตกกวางสี เป็นน้ำตกหินปูน สูงราว 70 เมตรมีสองชั้น สภาพป่าร่มรื่น มีสะพานและเส้นทางเดินชมรอบๆน้ำตกและสามารถเลาะข้างน้ำตกไปชมน้ำตกชั้นบนสามมารถเล่นน้ำบริเวณลำธารได้ นอกจากจะชื่นชมความงามของน้ำตกแล้ว ยังหาซื้อของที่ระลึกที่ทางเข้าน้ำตก ซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ทำจากไม่ไผ่เป็นของใช้หลายชนิด และมีร้านอาหารตามสั่งให้บริการอยู่หลายร้าน น้ำตกกวางชีมีน้ำตลอดปี ในฤดูร้อนน้ำจะน้อย
สถานที่ตั้ง อยู่ห่างจากหลวงพระบาง 30 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ค่าเข้าชม คนละ 10,000 กีบ (ประมาณ 40 บาท)
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 06.00 – 17.30 น.

ตาดกวางสี จะมีอยู่หลายชั้น บางชั้นก็อนุญาต ให้ ลงไปเล่นน้ำได้ครับ

ชั้นบนสุด สวยที่สุด และ สูงที่สุดด้วยครับ แต่จุดนี้ ห้ามเล่นครับ

ใหนๆก็มาถึงแล้ว ถ่ายภาพสวยๆคู่กับน้ำตกซะหน่อย ให้สมกับขี่ มอไซต์ออกมาตั้งไกล

มื้อเที่ยงของวันที่ 2 เรากินกันที่ บริเวณหน้าทางเข้า น้ำตกตาดกวางสี นี่แหละครับ เป็นร้านขายอาหาร ซึ่งมีหลายร้านตั้งเรียงรายอยู่ เลือกเอาตามใจชอบเลยครับ

เราสั่งมาลองทาน 3 อย่าง คือ ส้มตำ ไก่ย่าง และ ลาบหมู

ส้มตำที่นี่จะออกนัวๆหน่อย ใส่ปลาร้า และบางร้านใส่น้ำปู ด้วย

ลาบหมูจานนี้ รสชาติ ไม่เหมือนลาบอีสานนะครับ จะออกจืดๆ หน่อย แต่จะเผ็ดพริกขี้หนูสด ที่ใส่ลงไป

เมื่อทาน มื้อเที่ยงเสร็จ เราก็ขี่มอเตอร์ไซต์ กลับไปยัง หลวงพระบาง เพื่อเดินเที่ยว ตามวัดต่างๆ ที่ มีอยู่มากมาย ครับ

เริ่มจากวัดดังก่อนเลย วัดเชียงทองครับ

วัดเชียงทอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองหลวงพระบาง ใกล้บริเวณที่แม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง มีถนนเล็กๆชื่อถนนโพธิสารราช ริมน้ำโขงคั่นอยู่ วัดเชียงทองสร้างขึ้นก่อนหน้าที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทน์ไม่นานนัก และยังได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชาติศรีสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชาติศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของประเทศลาว
พระอุโบสถ ภาษาลาวเรียกว่า สิม เป็นพระอุโบสถหลังไม่ใหญ่โตมากนักหลังคาพระอุโบสถมีหลังคาแอ่นโค้ง ลาดต่ำลงมาซ้อนกันอยู่สามชั้น กล่าวกันว่านี่คือศิลปะแห่งหลวงพระบาง ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทองชาวลาวเรียกว่าช่อฟ้า ประกอบด้วย 17 ช่อเป็นข้อสังเกตุว่าวัดที่พระมหากษัตริย์สร้าง จะมีช่อฟ้า 17 ช่อ ส่วนคนสามัญสร้างจะมีช่อฟ้า 1- 7 ช่อเท่านั้น เชื่อว่าบริเวณช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆตรงกลางช่อฟ้าจะมีของมีค่าบรรจุอยู่ ส่วนที่ประดับที่ยอดหน้าบันชาวลาวเรียกว่าโหง่ มีรูปร่างเป็นเศียรนาคและมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ประตูพระอุโบสถแกะสลักสวยงามเช่นเดียวกับหน้าต่างภายในพระอุโบสถมีภาพสวยงามที่ผนัง มีลักษณะลวดลายปิดทองฉลุบนพื้นรักสีดำ ส่วนใหญ่เป็นภาพพุทธประวัติเรื่องพระสุธน – มโนราห์ และเรื่องพระเจ้าสิบชาติ

สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง
ค่าเข้าชม คนละ 20,000 กีบ (ประมาณ 80 บาท)
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 06.00 – 17.30 น.

• พระประธาน หรือชาวลาวเรียกว่าพระองค์หลวง ภายในพระอุโบสถเป็นสีทองงดงามอร่ามตาด้านข้างพระองค์หลวงมีพระบางจำลอง และผนังด้านหลังของพระอุโบสถเป็นภาพที่เกิดจากการใช้กระจกสีตัด ติดต่อกันเป็นรูปต้นทองขนาดใหญ่ ซึ่งเคยมีในเมืองหลวงพระบางลักษณะคล้ายต้นโพธิ์ ด้านข้างต้นทองเป็นรูปสัตว์ในวรรคดียามใดที่แสงแดดสดส่องสะท้อนดูงดงาม

• วิหารน้อย ด้านข้างและด้านหลังของพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของวิหารสองหลังนี้ จุดเด่นของวิหารนี้คือผนังด้านนอกมีการตกแต่งด้วยกระจกสี ตัดเป็นชิ้นเล็กๆและนำมาต่อเป็นรูปต่างๆเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน บนพื้นสีชมพู ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปนี้เคยถูกนำไปจักแสดงที่กรุงปารีส ในปี พ.ศ. 2474 และนำไปประดิษฐานที่นครเวียงจันทน์หลายสิบปี ก่อนจะนำมายังหลวงพระบางในปี พ.ศ.2507
• ส่วนวิหารอีกหลังที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถคือ วิหารพระม่าน ผนังวิหารด้านนอกมีลักษณะคล้ายกับวิหารองค์แรก ภายในวิหารนี้ประดิษฐาน พระม่าน ในช่วงวันขึ้นปีใหม่จะมีการอันเชิญมาให้ประชาชนสรงน้ำและกราบไหว้เป็นประจำทุกปี ผนังด้านหลังวิหารทาด้วยสีชมพูประดับด้วยกระจกสีแสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คน สร้างขึ้นใน พ.ศ.2493 เพื่อเฉลิมฉลองที่โลกก้าวสู่ยุคกึ่งพระพุทธกาล
• ด้านหลังของวิหารพระม่านจะเป็นพระธาตุศรีสว่างวงศ์ ซึ่งเป็นที่เก็บอัฐิของเจ้ามหาศรีสว่างวงศ์และด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นโขงเรือใกล้กับริมแม่น้ำโขง ส่วนด้านหน้าพระอุโบสถเป็นที่ตั้งหอกลองมีลวดลายลงรักปิดทองสวยงาม

• โรงเมี้ยนโกศ หรือโรงเก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2505 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด ลักษณะเป็นโถงกว้าง ผนังด้านหน้าตั้งแต่หน้าบันลงมาจนถึงพื้นสามารถถอดออกได้เพื่อให้สามารถเคลื่อนราชรถออกมาได้
กลางโรงเมี้ยนโกศเป็นที่ตั้งราชรถไม้แกะสลักปิดทองคำเปลวรอบคัน มีพระโกศสามองค์ตรงกลางเป็นองค์ใหญ่ของเจ้าสว่างศรีวัฒนา ด้านหลังเป็นของพระราชมารดา ส่วนด้านหน้าเป็นของพระเจ้าอา โรงเก็บราชรถนี้ออกแบบโดยเจ้ามณีวงศ์ และใช้ช่างชาวหลวงพระบางชื่อ เพียตัน นับว่าเป็นช่างฝีมือดีประจำพระองค์ มีความชำนาญทั้งด้านงานเขียนและงานแกะสลัก
• จุดเด่นของโรงเมี้ยนโกศยังอยู่ที่ประตูด้านนอกคือเป็นภาพแกะสลักวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ตอนสำคัญๆ เช่น ตอนพิเภกกำลังบอกความลับที่ซ่อนหัวใจของทศกัณฑ์ให้กับพระราม ถัดลงมาเป็นตอนที่ทศกัณฑ์ต้องศรของพระรามเสียบเข้าที่หัวใจ ถัดลงมาเป็นตอนที่พระรามพระลักษณ์ต่อสู้กับทศกัณฑ์ ด้านล่างสุดเป็นตอนที่นางสีดาลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับพระราม เดิมที่ภาพแกะสลักเหล่านี้เป็นการลงรักปิดทอง ต่อมาได้มีการบูรณะใหม่โดยทาสีทอง ภายในวัดยังมีเขตสังฆาวาสและยังมีพระจำพรรษาอยู่เช่นวัดทั่วไป

อีกวัดที่ผมแวะไปคือ วัดอาฮาม

หรือ วัก อาราม  จุดเด่นของวัดนี้จะอยู่ที่สิม ช่อฟ้าจะมีลักษณะคล้ายนาคเอาหางเกี่ยวกัน แตกต่างจากวัดทั่วไป ด้านหน้าสิมจะมีพระธาตุอยู่ 2 องค์ และที่ด้านข้างสิมยังเป็นที่ตั้งของหอเสื้อเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ใช้เก็บชุดของปู่เยอและย่าเยอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวหลวงพระบางให้ความเคารพนับถือกัน

เดินวัดถ่ายรูปเบื่อๆ ก็แว๊บไปเดินริมโขงกันบ้างครับ เพราะ ใกล้จะค่ำแล้ว วันนี้ ตั้งใจมาเก็บบรรยากาศ ริมโขงของหลวงพระบาง เริ่มเดินกันตั้งแต่ จุดที่ แม่น้ำคานไหลมาบรรจบ กับแม่น้ำโขง ลัดเลาะไปเรื่อย

สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยๆ บริเวณนี้คือการ ที่ชาวประมง นั่งซ่อมอวน เพื่อใช้ในการจับปลาที่แม่น้ำโขงครับ

บริเวณริมแม่น้ำก็จะมี นักท่องเที่ยวมานั่งกินลมชมวิว กัน ประปราย ครับ เพราะ ส่วนใหญ่ ไปรวมกันอยู่บน พระธาตุพูสี

ส่วนชาวบ้าน ท้องถิ่น ก็ จะมีกิจกรรม ตกปลา

ทอดแห เพื่อหาปลาไปขาย หรือ ทำอาหารครับ

ตอนค่ำ ผมแวะไปเก็บแสงทไวไลท์ ที่วัดเชียงทองอีกครั้ง ครับ ซึ่งครั้งนี้ ไป เจอช่วง ทำวัดเย็นเย็นด้วย ได้ยินเสียงสวดมนต์ ดังลอดออกมาจาก วิหาร เลย นั่งรอรอแสง บริเวณในวัดนั้นครับ

วัดเชียงทองสวยสมเป็น “อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมสกุลช่างล้านช้าง” 

ปิดท้ายของวันด้วย อาหารค่ำ ที่ โรงแรม 3 Nagas Luang Prabang – MGallery by Sofitel ที่เลือกมาทานที่นี่ เพราะ ชอบใน รูปแบบ สถาปัตยกรรม ของโรงแรม เป็นแบบสไตล์ดึกเก่า สมัย ฝรั่งเศสปกครอง ตอนแรกตั้งใจจะจองที่นี่ แต่ปรากกว่า ห้องเต็ม เลยได้แต่ แวะมาทานข้าว เท่านั้นเอง  ซึ่งเป็นอาหารแบบเซ็ตท้องถิ่น มี ไค หรือไกปิ้ง มีแกงเห็ด ข้าวเหนียว

กลับเข้านอน โดยวันพรุ่งนี้ ตั้งใจว่า จะตื่นสายๆหน่อย ไปเดินเที่ยว วัดอื่นๆที่เหลือ ในหลวงพระบาง แต่ปรากฏว่า ฝนตกตั้งแต่ ตี5 ถึง 11 โมง เลยได้แต่ นอนเล่นใน โรงแรม ก่อนจะเช็คเอ้าท์ออกมา โดยก่อนขึ้นรถ แวะไปกิน เฝอ หรือ ข้าวเปียก ชื่อดัง ของหลวงพระบางกันก่อนครับ คือข้าวเปียกหน้าวัดแสง อร่อยมาก เยอะมาก กินชามเดียว อิ่มถึงเย็น ราคา 20000 กีบ

หลังจากนั้นไปขึ้นรถที่ท่ารถหลวงพระบาง เพราะ วันนี้ ผมต้องเดินทางไปยัง วังเวียง ซึ่งรถ จากหลวงพระบางไปวังเวียงนั้น มีสองแบบ คือ รถบัสนอน ออกกลางคืน ใช้เวลาเดินทาง 8-9 ชั่วโมง กับแบบรถตู้  13 ที่นั่ง ออกเวลา กลางวัน มีหลายรอบ  จะใช้เวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง ครับ  ซึ่งผมเลือกนั่งรถตู้ รอบ บ่ายโมง แต่กว่า จะได้ออกเดินทางจริงๆ ก็ปาเข้า 14.30 น.ครับ ค่ารถ 125000 กีบ

ระหว่างทาง จาก หลงพระบางไปยัง วังเวียง ถนนค่อนข้างดี ไม่เลวร้าย แต่คดเคี๊ยว ทางโค้งตลอด 4 ชั่วโมงแรกของการเดินทางครับ ใครไม่แน่จริง นี่มีอ้วกได้ง่ายๆ เลยครับ แต่วิว ระหว่างทาง นั้น จัดว่า สวย ถึง สวยมากครับ  ตลอดระยะ เวลา 6 ชั่วโมง ที่นั่งอยู่นั้น รถจะจอดให้เข้าห้องน้ำ แค่ 3 ครั้ง  แต่ ทุกครั้งที่จอด จะเจอวิว ภูเขาที่ สวยๆ สลับซับซ้อน เป็นชั้นๆ เรียงกันไป

หลังจาก นั่งหัวโยก หัวคอน กับเพื่อนร่วมทาง ที่เป็น ฝรั่งเศส และ เนเธอแลนด์ สองคน กับ กลุ่มป้า ชาวลาว ที่ไปอยู่ฝรั่งเศส อีก 5 คน ก็มาถึง วังเวียงใน เวลา สองทุ่มกว่าๆ ผมได้จองโรงแรมไว้แล้ว ก็แจ้งคนขับให้ไปส่ง ที่ โรงแรม โดยเพิ่มเงินอีก คนละ 10000 กีบ เพราะ ถ้าไปลงที่ ท่ารถวังเวียง มันดึกแล้ว จะไม่มีรถเข้ามาส่งในเมือง โดยคืนแรกผมพัก โฮสเทล ที่ชื่อ Chill laos ในราคา คนละ 178 บาท เพราะ แค่ นอนไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ผมก็จะย้ายไปนอนอีกที่หนึ่งแล้ว

หลังจากนอนเต็มอิ่มแล้ว เราก็ตื่นเช้า ออกมาเดินหาซื้อ ทัวร์ วันเดย์ทริป ที่มีขายทั่วไปในวังเวียง ซึ่งจะเป็นกิจกรรมแอดเวนเจอร์ต่างๆ เช่น Zipline พายแคนนู ล่องห่วงยาง ถ้ำน้ำ ปีนผา  และ พาไป บลูลากูน  ซึ่ง สำหรับ คนที่ มีเวลาน้อยแบบผม คงต้องใช้บริการแบบนี้แหละครับ  โดยผมเลือกกิจกรรม ที่อยากทำ ทางทัวร์ก็จะคิดราคามาครับ ซึ่ง ครั้งนี้ผมเลือก

Zipline ล่องห่วงยางถ้ำน้ำ พายแคนนู และไป บลูลากูน ได้ราคา ที่ 800 บาท ต่อคน ครับ โดยรถจะมารับ เวลา 9.00 น. และ แล้วเสร็จ เวลา 17.00 น.

นั่งรถออกมาจากในเมืองวังเวียง ประมาณ 30 นาที ก็พากันเดินไปยังจุด เล่น Zipline วันนี้ มีผู้ร่วมทริปเป็นน้องๆ คนไทย ครับ

zipline จะมีทั้งหมด 7 ฐานครับ แต่ละฐาน จะสั้นๆไม่ไกลมากนัก ตอนเดินขึ้นต้องขึ้นเขามานิดนึง เล่นเอาเหนื่อย เหมือนกัน

บางฐานต้องเดิน บันไดเชือก เพื่อไปยังจุดปล่อยตัว

บางฐานก็ให้ โหนเป็นคู่ ครับ

หลังจากนั้น ฐานสุดท้าย จะนำเรามายัง จุด ล่องห่วงยางเข้าชมถ้ำน้ำ ครับ

พักทานข้าวเที่ยง ที่ทางทัวรื เตรียมไว้ไห้ เสร็จแล้ว ก็นั่งรถไปยังจุด ล่องเรือ พายแคนนู ในแม่น้ำซอง ระยะทางในการพาย ประมาณ 7 กิโลเมตร ครับ

จุดนี้ บางคนก็ไม่พายเรือนะครับ สามารถเลือกที่จะ นั่งห่วงยาง ลอยตามกระแสนน้ำไปได้ ราคานั่งห่วงยาง ประมาณ 400.000 กีบ

บ่ายสามโมง กว่าๆ รถก็จะพาเราไปยัง บลูลากูน ไฮไลท์ สำคัญของ วังเวียง เป็นจุดที่เรา สามารถ ไปกระโดดน้ำ เล่นน้ำได้ โดยน้ำที่นี่จะเย็นมากๆ ใครไม่กลัว ก็สามารถไปกระโดดน้ำลงมาได้ครับ ซึ่งที่นี่จะปิด 17.30 รถจะพามาส่งยังที่พักของแต่ละคน

บลูลากูน ปัจจุบัน สี ไม่ค่อยจะเขียว เหมือนในรูป ที่เห็นๆ กันใน เน็ต แล้วนะครับ  ถ้าอยากเห็นสีออกเขียวๆ หน่อย ต้องมาหน้าหนาว ซึ่ง น้ำจะเย็นมาก จนแทบลงไปเล่นแล้วถึงขั้น หดได้ เลย

ใครไม่กล้าโดดก็ไปห้อย ไอ่นี่ได้ครับ เห็นสาวๆ เกาหลี เค้าห้อยกันอยู่หลายคน

สำหรับที่พักอีก ที่ วังเวียงนั้น ชื่อ เวียง ธารา หรือ Vieng Tara villa resort ซึ่งหลายๆคน คงเคยเห็นภาพโรงแรม นี้มาบ้างแล้วในอินเตอร์เน็ต เพราะ ว่าแทบจะเป็น สัญลักณษ์ ของวังเวียงไปแล้วครับ

ตอนแรกผมตั้งใจ นอนที่ 2 คืนเลย แต่ ตอนนั้นจอง 2 คืน ผ่านเว็ป traveloka มันขึ้นว่า ไม่มีห้องว่าง แต่ พอเลือกจองคืนเดียว ปรากฏว่ามีห้องว่าง เลยจองได้แค่คืนเดียวเท่านั้นครับ ในราคา 2400 บาท ต่อคืนครับ รวมอาหารเช้า

แน่นอนหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว คืนนั้นผม แวะ ไปยัง ซากุระ บาร์ เผื่อจิบเบียร์ลาว และ บังเอิญเจอกับ สองสาวฝรั่ง ที่นั่งรถมาด้วยกัน เลยคุยกันเล็กน้อย ก่อนแยกย้ายกลับที่พัก เพราะ ตั้งใจ จะตื่นเช้า ไปยังจุดชมวิวผาเงิน เพื่อชม ทัศนนียภาพ ของเมืองวังเวียงมุมสูง  แต่ปรากฏว่า ฝนตก ตั้งแต่ ตีสี่ ถึง 9 โมงเช้า ก็เลย นอนต่อและ ตื่นมา ถ่ายภาพ กับบรรยากาศของ รีสอร์ท ก่อนที่ รถมารับ ไปขึ้นรถตู้ เพื่อเดินทางไปยัง นครหลวงเวียงจันทน์ ต่อไป

รถตู้ ออกจาก วังเวียง บ่ายโมง มาถึง ยัง เวียงจันทน์ ประมาณ 16.00 น. ผมรีบ เอากระเป๋า ไปเช็คอินโรงแรม ซึ่ง อยู่ไม่ห่างจาก ท่ารถ เท่าไหร่นัก แล้ว รีบไป ยัง ประตูไซ หนึ่งใน สถาปัตยกรรม ที่สวยงาม แห่งหนึ่งของ เวียงจันทน์ ครับ

ประตูชัย (ภาษาลาวเรียก ປະຕູໄຊ Patuxay) แห่งนคร เวียงจันทน์ ส.ป.ป ลาว เป็นการสร้างเลียนแบบ L’Arc De Triomphe ของฝรั่งเศส

แต่ก็มีที่มาที่ไปต่างกันเล็กน้อย คือ หลังจาก คน ลาว ได้ต่อสู้จากการเป็นเมืองขึ้นมานานหลายศตวรรษ หลุดพ้นจากฝรั่งเศส ก็ถูกสหรัฐฯ เข้ายึดครองช่วงสั้นๆ หลังจากสหรัฐฯถอนทัพกลับประเทศ ก็ได้ทิ้งปูนซีเมนต์ไว้มากมาย ซึ่งตั้งใจเอาไว้ทำลานบิน คน ลาว จึงนำปูนดังกล่าวมาสร้างไว้เป็นเป็นอนุสรณ์ชัยชนะหลุดพ้นจากฝรั่งเศส (และสหรัฐฯ)

ประตูชัย (Patuxay) มีลายปูนปั้นด้านบน ด้านหน้า ด้านข้าง แล้วศิลปะแบบลาว มีบันไดทางขึ้นสองข้าง โดยที่ด้านบนทำเป็นอาคารห้ายอด ตามหลักการปกครองประเทศตามพุทธศาสนา (ได้แก่ พันธมิตร, การผ่อนปรนยืดหยุ่น, ความซื่อสัตย์, การให้เกียรติ และความรุ่งเรือง) โดยอยู่ท่ามกลางสวนสาธารณะ และถนนสายหลักที่มีลักษณะเป็นวงเวียนและถนนสายใหญ่ (คล้ายๆกับ ราชดำเนินบ้านเรา) ด้านหน้าของ ประตูชัย (Patuxay) มีน้ำพุที่สวยงาม และเป็นสวนสาธารณะให้นั่งพักผ่อน

ก็เดินถ่ายไปเรื่อยเปื่อย เพราะ เป้น คืนสุดท้ายแล้ว ไม่ได้ รีบไหนแล้ว

ถ่ายจนหมดแสง ก็กลับที่พัก ไปอาบน้ำ แต่งตัว เตรียมไป แฮ้งค์เอ้าท์ ยามราตรี ที่ เวียงจันทน์ครับ

โดย โรงแรมที่พัก เป็น แบบ บ้านคน ดัดแปลงทำเป็น โรงแรม ขนาดเล็ก มีพื้นที่ใช้สอยตรงกลาง ซึ่งเป็นลานบ้านครับ ราคา คืนละ 600 บาท ก้ไม่แพงเกินไปนักกับทำเล กลางเมือง ใกล้ ท่ารถ ใกล้แหล่งช๊อปปิ้ง

มื้อเย็น วันสุดท้าย ใน ลาว ทริปนี้ ผม ให้เพื่อน ที่ ทำงาน อยู่ที่ เวียงจันทน์ มารับ และพาไปยัง ร้าน โกดัง เป็น ร้านอาหารกึ่งผับ ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานครับ  จะมีอาหาร ลาว และ อาหารฟิวชั่น พร้อม เบียร์ลาว เสิร์ฟ ทั้งแบบ ชวด และ แบบ บุฟเฟต์เบียร์สด ครับ เหมาะสำหรับ นักดื่มยิ่งนัก ใครสนใจไปส่องสาวๆ ที่เวียงจันทน์ ลองดูร้านนี้ครับ

ครึ่งวันสุดท้าย ของทริปลาว เช้านี้ เราได้ ไกค์สาวสวย น้องนี จากคำแนะนำเพื่อนผม ที่ ให้ น้องพนักงาน มาช่วยพาผมไปชมอีก สองสถานที่ ที่ไม่ควรพลาด เมือมา เวียงจันทนืครับ

น้องนี พาเราไปยัง พระธาตุหลวง กับ วัด ศรีสะเกษ สถานที่สำคัญ ของ เวียงจันทน์ แต่ โชคไม่ดี ฝนตกลงมาเลยมีเวลาแต่ละที่ แปบเดียวเท่านั้นเอง

ก่อนจะ ไปส่ง ขึ้นเครื่องบิน กลับ โดยสายการบิน ไทยแอร์เอเชีย ที่ บิน ออกจาก เวียงจันทน์ ทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน ในเวลา 14.15  และเดินทางถึง กทม ในเวลา 15.20 น. เป็นอันจบทริป 6วัน5คืน ใน ลาวเหนือ แบบ รีบๆ และ ลุยฝน แต่ก็ยังมีความประทับใจ ในวิถีชีวิต และ วัฒนธรรม ที่ยังคงอยู่ในแบบ ฉบับ ของความเป็นชาติลาว ที่ยังมิเสื่อมคลายหายไปกับกาลเวลา

จะเห็นว่า ขนาดผม เดินทางมาเที่ยว 3 เมืองใหญ่ของ ลาว ยังรู้สึกว่า ลาว ยังคงมี วิถีแบบลาว อยู่อีกเยอะ ให้เราได้ไปสัมผัส ดังนั้น

หากมีเวลา มากกว่านี้ คงจะ หาโอกาส เที่ยว ลาว แบบเจาะลึกอีกครั้ง โดยอาจจะต้องใช้เวลา แต่ละเมือง ไม่ต่ำกว่า 3 คืน เพื่อซึมซับ เอา บรรยากาศ และวิถีชีวิตแบบลาวที่แท้จริง เพื่อให้เห็น ว่า ลาวแท้ๆ นั้นเป็นอย่างไร  จะสมกับคำว่า Laos is real จริงหรือไม่

และหวังว่า รีวิวนี้ คงมีประโยชน์ กับหลายๆคนที่กำลัง วางแผนไปเที่ยวลาว หรือ ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน ก็อาจจะเกิดแรงบันดาลใจ อยากตามรอยผมไปเที่ยว ลาว กันนะครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ ผู้สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้  สายการบิน Thai Air Asia หากใคร สนใจ ไปเที่ยวแถบประเทศเพื่อนบ้านไกล้ๆแถวนี้ สามารถเข้าไปจอง ได้ที่ เว็ป  http://www.airasia.com/th/th/home.page

และ ที่พัก อันแสนสะดวกสบาย จาก เว็ป จองที่พัก อย่าง Traveloka ครับ

 

สำหรับรีวิวนี้ ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดี

 

สนใจ ติดต่องานรีวิว ได้ที่เพจ แบกเป้เท่ทั่วโลก อีเมลล์ [email protected]  โทร 0830307514

#แบกเป้เท่ทั่วโลก 

#AirAsia
#อาเซียนเที่ยวง่าย
#ไปหลวงพระบางไปกับแอร์เอเชีย

 

 

 

 

 

You Recently Viewed ...

Nothing to Fear India นะจ๊ะนาย

Japan with (My)Love “เที่ยวญี่ปุ่นแบบญี่ปุ่น”

Yading The Lost Horizon , การเดินทางสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “ย่าติง”

น่าน .. นาน..นาน..ได้ไหม….Whispered from Nan

20 จุด ปักหมุด ที่เที่ยวลำปาง

Tummeng Travel